นับ DOF ของทั้งกลไก (สูตร Grübler–Kutzbach)
รู้ล่วงหน้าว่ากลไกจะขยับได้กี่ทาง ต้องใช้มอเตอร์กี่ตัว หรือจะกลายเป็นโครงที่ขยับไม่ได้ ด้วยการนับชิ้นและข้อต่อ
- Mobility (M) = DOF ของทั้งกลไก = จำนวน input (เช่น มอเตอร์) ที่ต้องใช้เพื่อบังคับให้กลไกอยู่ในท่าที่แน่นอน
- กลไกในระนาบ: M = 3(n − 1) − 2j₁ − j₂ โดย n นับรวม ground ด้วย
- M = 1 → กลไกทั่วไป (มอเตอร์ 1 ตัว), M = 0 → โครงสร้างแข็ง, M < 0 → โครงที่มีแรงค้างภายใน
ทำไมต้องรู้เรื่องนี้
ก่อนออกแบบหรือขึ้นรูปชิ้นงาน ควรรู้ก่อนว่ากลไก ขยับได้จริงไหม และ ต้องใช้ตัวขับกี่ตัว สูตรนี้ใช้แค่การนับ ไม่ต้องรู้ขนาดชิ้นส่วน จึงใช้ตรวจไอเดียได้ตั้งแต่ตอนร่างบนกระดาษ
สูตรสำหรับกลไกในระนาบ (Grübler)
ทุกชิ้นที่ลอยอิสระในระนาบมี 3 DOF แต่ละข้อต่อจะหักออกตามจำนวนทางที่มันล็อก
M = 3(n − 1) − 2·j₁ − 1·j₂
n = จำนวนชิ้น (link) รวมชิ้นที่อยู่กับที่ (ground) ด้วย
j₁ = full joint: ปล่อย 1 DOF → Revolute (R), Prismatic (P)
j₂ = half joint: ปล่อย 2 DOF → ลูกเบี้ยว-ตัวตาม, ฟันเฟือง, pin-in-slot, ล้อที่ทั้งกลิ้งและไถล- 1
นับชิ้น n — นับทุกชิ้นแข็ง รวม ground หรือโครงเครื่องเป็น 1 ชิ้นเสมอ
- 2
นับ full joint j₁ — R และ P แต่ละตัวนับ 1 ถ้าสลักตัวเดียวต่อ 3 ชิ้นพร้อมกัน ให้นับเป็น 2 ข้อต่อ (ต่อ k ชิ้น = k − 1 ข้อต่อ)
- 3
นับ half joint j₂ — จุดสัมผัสแบบ Higher pair ที่ทั้งกลิ้งและไถลได้
- 4
แทนค่าในสูตร — แล้วตีความผล M ตามตารางด้านล่าง
ตัวอย่าง 1: Four-bar linkage
กลไกพื้นฐานที่สุดของวิชานี้ ประกอบด้วย ground, ก้านหมุน (crank), ก้านต่อ (coupler) และก้านโยก (rocker) ต่อกันด้วย Revolute 4 ตัว
ก้านสั้นสีหลัก (crank) หมุนครบรอบ ส่วนก้านสีม่วง (rocker) ได้แค่แกว่งไปมา เส้นโค้งคือเส้นทางของจุดบนก้านต่อ (coupler curve) ซึ่งเป็นรูปทรงที่สร้างจากวงกลมล้วนๆ ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ four-bar ถูกใช้สร้างการเคลื่อนที่พิเศษ เช่น ที่ปัดน้ำฝน
n = 4 (ground, crank, coupler, rocker)
j₁ = 4 (R ทั้ง 4 จุด), j₂ = 0
M = 3(4 − 1) − 2(4) − 0 = 9 − 8 = 1 ✓ มอเตอร์ตัวเดียวคุมได้ทั้งกลไกตัวอย่าง 2: Slider-crank (ข้อเหวี่ยง-ลูกสูบ)
ข้อเหวี่ยงหมุนครบรอบ ก้านสูบดันลูกสูบให้วิ่งไปกลับในราง นี่คือหัวใจของเครื่องยนต์ลูกสูบและปั๊มลม ระยะชักของลูกสูบเท่ากับ 2 × ความยาวข้อเหวี่ยง
n = 4 (ground, crank, ก้านสูบ, ลูกสูบ)
j₁ = 4 (R 3 ตัว + P 1 ตัว), j₂ = 0
M = 3(3) − 2(4) = 1 ✓ตัวอย่างที่ต้องระวัง
M = 3(2) − 6 = 0 → โครงสร้างแข็ง ขยับไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่โครงหลังคาและสะพานใช้รูปสามเหลี่ยม
M = 3(4) − 10 = 2 → ต้องมีตัวขับ 2 ตัว เช่น หุ่นยนต์วาดภาพแบบ 2 แขน (parallel SCARA)
M = 3(2) − 4 − 1 = 1 → ลูกเบี้ยวหมุนตัวเดียวก็บังคับตัวตามได้
สูตรสำหรับกลไก 3 มิติ (Kutzbach)
ใน 3 มิติแต่ละชิ้นมี 6 DOF ข้อต่อที่ปล่อย f DOF จะล็อก 6 − f
M = 6(n − 1) − Σ (6 − fᵢ)ตัวอย่าง: แขนหุ่นยนต์ 6 แกน มี n = 7 (ฐาน + ก้าน 6 ชิ้น) และ Revolute 6 ตัว (f = 1) M = 6(6) − 6 × 5 = 36 − 30 = 6 → ปลายแขนวางตำแหน่งและทิศทางได้ครบ 6 DOF
ทบทวน
M = 3(6 − 1) − 2(7) = 15 − 14 = 1 เช่น กลไก Watt หรือ Stephenson six-bar ซึ่งใช้มอเตอร์ตัวเดียว
ข้อต่อที่เชื่อม k ชิ้นนับเป็น k − 1 ข้อต่อ → 3 − 1 = 2 ถ้านับเป็น 1 จะได้ M มากเกินจริง
ตามเงื่อนไข Grashof ต้องเป็น s + l ≤ p + q แต่ 2 + 7 = 9 > 4 + 4 = 8 จึงไม่มีก้านไหนหมุนครบรอบได้ ทุกก้านทำได้แค่แกว่ง (triple-rocker)